ลมตะวันออก จะพัดกลบ ลมตะวันตก” เป็นวาทะของผู้นำจีนในอดีตท่านหนึ่ง และกำลังเป็นวาทะที่ถูกกล่าวขานอย่างมากในสังคมโลก ทั้งนี้ก็เพราะว่า สถานการณ์โลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง กำลังดำเนินไปในทิศทางที่สนับสนุนวาทะดังกล่าว
 เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป กำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต บางประเทศมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีหนี้สาธารณะมากกว่ารายได้มวลรวมประชาชาติ หลายเท่าตัว ใช้หนี้กันเป็นร้อยปีก็ไม่หมด จนทำให้ตกอยู่ในสภาวะเป็นประเทศที่ล้มละลาย แม้แต่ประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา (จักรวรรดิอเมริกา) ก็ยังต้องเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ จนบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายรายต้องปิดกิจการ ขายบ้านขายช่องกันทีเดียว
      ในอีกด้านหนึ่งของโลก ประเทศที่เป็นขั้วมหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามกับอเมริกาอย่างจีน กลับมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก และโตอย่างไม่มีทีท่าที่จะหยุด มีเงินสำรองระหว่างประเทศ และเงินคงคลัง มากมายมหาศาล เงินดอลล่า พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา  ทองคำ สินแร่ และ ทรัพยากรมีค่าอื่น ๆ ล้วนแต่ไปกองอยู่ที่จีน จีนจึงก้าวเข้ามามีบทบาทในกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม อย่างประชาคมยุโรป และ อเมริกา ในฐานะ “เจ้าหนี้”
 ในสภาพการณ์เช่นนี้ ชนชาติที่ได้รับการขนานนามว่า เป็น “เมล็ดพันธุ์ชั้นดี” อย่างจีน ย่อมไม่ปลอยให้โอกาสเช่นนี้ล่องลอยไปเฉย ๆ เป็นแน่แท้ จีนเองจึงมีความคิดที่จะขยายปีก แผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง อย่างเป็นมิตร สร้างความเป็นขั้วมหาอำนาจใหม่ เป็นลูกพี่ใหญ่ (ตั่วเฮีย) ที่ไม่ใช่การล่าอาณานิคม แทนขั้วอำนาจเดิมที่กำลังถดถอย เห็นได้จากการพยายามกว้านซื้อกลุ่มทุนหลักทั้งในยุโรป และ อเมริกา ปล่อยเงินกู้ และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ  การเมืองกลับประเทศที่กำลังพัฒนา แม้แต่อเมริกาเองยังต้องกู้เงินจากจีน หรือแม้กระทั่งการงัดข้อทางการทหารกับนักล่าอาณานิคมเลือดเย็นอย่างอเมริกา ในประเทศซีเรีย นอกจากนี้จีนยังมีตลาดขนาดใหญ่ ที่มีประชากรภายในประเทศถึง 1,300 ล้านคน และนโยบายเร่งสร้างผลผลิตเพื่อการส่งออก ที่ทำให้จีนมีผลิตภัณฑ์ทุกประเภทแบบสากกะเบือยันเรือรบ ในราคาที่ถูกอกถูกใจนักธุรกิจนิ่งนัก
      ด้วยเหตุนี้ กลุ่มประเทศเล็ก ๆ อย่างกลุ่มประเทศในอาเซียน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย จึงต่างพากันเสนอตัวขอเป็นเพื่อนที่พร้อมจะรับความช่วยเหลือจากลูกพี่ใหญ่ (ตั่วเฮีย) อย่างจีน ทั้งแบบเป็นทางการ และแบบไม่เป็นทางการ อีกทั้งการที่ไทยเรากำลังจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ที่มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้ดูเหมือนว่าจะมีความมั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันย่อมทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้นภายในกลุ่ม แต่ละประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน จึงต้องพยายามหาตัวช่วยเป็นแน่ จีนจึงเป็นทางออกที่สำคัญในปี 2558 จีนย่อมอ่านเกมออก และเริ่มดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทันทีโดยการเป็นพี่ใหญ่ใจดี ยอมลงทุนสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงในไทย ท่าเรือน้ำลึกในพม่า ฯลฯ โอกาสทางธุรกิจการค้าระลอกใหม่และใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
“เมื่อลมเปลี่ยนทิศ” พ่อค้านักเดินเรือที่มีความชำนาญและชาญฉลาด ย่อมรู้ดีว่าควรกางใบเรือรับทิศลมที่เปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อให้เรือสินค้าของตนนั้นวิ่งไปสู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่า โอกาสทางการค้าย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ดีกว่าที่จะลอยเคว้งอยู่กลางทะเลรอวันอัปปราง
นี่แหละ! คือคำตอบว่า ทำไมเราต้องรู้จักจีนให้มากขึ้น ทำไมต้องเข้าใจคนจีนให้มากขึ้น  จีนไม่ใช่ประเทศที่กินแต่เกี่ยมฉ่าย ไชโป้ว เต้าฮู่ยี้ เหมือนเก่าอีกแล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว!

 
     
 
 
 
 
หน้าแรก | บทความพิเศษ | เยี่ยมชมโรงเรียน | บทเรียนออนไลน์ | ภาพกิจกรรม | สมัครงาน | แนวทางการสอน | หลักสูตร | สารสนเทศ | ติดต่อ

โรงเรียนตรีวิทยา
342/12 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
โทรศัพท์ 085-950-7553, 0-2211-6350, 0-2211-6352